Social Organization

Text-only Preview

ـอกสารประกอบการสอนรายวิชาหน้าท่ีพลเมือง รหัสวิชา สค102
การจัดระเบียบทางสังคม (social organization)
3.1
ความหมาย
พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได ้กล่าวถึงความหมายของ
การจัดระเบียบสังคมดังน้ี การจัดระเบียบสังคม หมายถึง การจัดหน่วยหรือกลุ่มของสังคมเป็นส่วนย่อยอย่างมี
ระบบโดยค านึงถึงเร่ืองเพศ อายุ เครือญาติ อาชีพ ทรัพย์สิน เอกสิทธ์ิ อ านาจ สถานภาพ ฯลฯ แต่ละ
ส่วนย่อยย่อมมีหน้าท่ีเก่ียวข ้องสัมพันธ์กัน โดยมีแบบอย่าง กฎหมาย ระเบียบ รวมทั้งประเพณีเป็นแนวด าเนิน
หรือปฏิบัติ สังคมต่าง ๆ เม่ือมองในแง่สังคมวิทยาสามารถตีความได้ว่า สังคมก็คือระบบองค์การท่ีซับซ ้อนน่ันเอง
มาร์วิน อี. ออลเซน (Marvin E. Olsen) กล่าวว่า การจัดระเบียบสังคมเป็นกระบวนการที่น า
ไปสู่ความมีระเบียบในการด ารงชีวิตของมนุษย์ในสังคม

สรุปได ้ว่า การจัดระเบียบสังคมเป็นกระบวนการท่ีสมาชิกได ้พัฒนาการกระท าระหว่างกันทางสังคมอย่างมี
ระเบียบ โดยสมาชิกส่วนรวมของสังคมได ้ยอมรับเป็นแนวความประพฤติร่วมกัน และปฏิบัติสืบทอดจนเป็นบรรทัด
ฐานในการด าเนินชีวิตร่วมกันของสมาชิกในสังคม
3.2
สาเหตุท่ีจะต้องมีการจัดระเบียบทางสังคม
1. เพ่ือให้การติดต่อสัมพันธ์กันทางสังคมเป็นไปอย่างเรียบร้อย
2. ขจัดข้อขัดแย้งและป้องกันความขัดแย้งในสังคม
3. ช่วยให้สังคมด ารงอยู่ได้อย่างสงบสุข เป็นปึกแผ่น
การจัดระเบียบสังคมครอบคลุมส่ิง 2 ประการคือ
1. กลุ่มคนท่ีเป็นระเบียบ หมายถึง กลุ่มคนท่ีมีความสัมพันธ์ทางสังคมต่อกัน มีรูปแบบในการ
ปฏิบัติ มีเป้าหมายหรือหน้าท่ีท่ีก าหนด และมีการควบคุมทางสังคม
2. กระบวนการจัดระเบียบทางสังคม ประกอบด้วย บรรทัดฐานทางสังคม สถานภาพ บทบาท
และการควบคุมทางสังคม
3.3
องค์ประกอบของการจัดระเบียบสังคม
1. บรรทัดฐานทางสังคมหรือปทัสถาน (Norms)
หมายถึง มาตรฐานท่ีคนส่วนใหญ่ในกลุ่มยึดถือ
เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ได ้แก่ กฎ ระเบียบ แบบแผนความประพฤติต่าง ๆ
ประเภทของบรรทัดฐานทางสังคม แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. วิถีประชา หรือ วิถีชาวบ้าน (Folkways)
2. กฎศีลธรรม หรือ จารีต (Morals)
3. กฎหมาย (Laws)
1. วิถีประชา หรือ วิถีชาวบ้าน (Folkways) หมายถึง แนวทางการปฏิบัติของบุคคลในสังคม
ซ่ึงปฏิบัติตามความเคยชิน และเป็นท่ียอมรับในสังคม เช่น การลุกให ้คนชราน่ังในรถประจ าทาง วิถีประชา ยัง
หมายถึง มารยาททางสังคม งานพิธีต่าง ๆ ตามสมัยนิยม เช่น การแต่งกาย การรับประทานอาหาร การอาบน ้าวัน
ละ 2 ครั้ง เป็นต ้น ผู ้ท่ีละเลยไม่ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวจะได ้รับการติเตียน เยาะเย ้ยถากถาง หรือการนินทา
จากผู ้อ่ืนท าให ้สมาชิกต ้องปฏิบัติตาม


2
2. กฎศีลธรรม หรือ จารีต (Morals) หมายถึง ระเบียบแบบแผนท่ีสมาชิกในสังคมปฏิบัติโดย
เคร่งครัดมีความส าคัญมากกว่าวิถีประชา หากผู ้ใดฝ่าฝืนจะถูกสังคมประณามอย่างรุนแรง กฎศีลธรรมมักเป็นข ้อ
ห ้าม เป็นกฎข ้อบังคับ และมีเร่ืองของศีลธรรมความรับผิดชอบช่ัวดีเข ้ามาเก่ียวข ้องด ้วยมาก

ตัวอย่างของกฎศีลธรรมหรือจารีตของไทย เช่น
- ห้ามพ่อแต่งงานกับลูกสาว
- ลูกจะทุบตีพ่อแม่ไม่ได้
3. กฎหมาย (Laws) หมายถึง กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับท่ีรัฐบัญญัติข้ึนเป็นลายลักษณ์อักษรโดย
องค์การทางการเมืองการปกครองและได ้รับการรับรองจากองค์การของรัฐ เพ่ือควบคุมบุคคลในสังคมหากผู ้ใดฝ่าฝืน
ย่อมได ้รับการลงโทษตามกฎหมายได ้แก่ ระเบียบ ข ้อบังคับ พระราชก าหนด พระราชกฤษฎีกา และ
พระราชบัญญัติ เป็นต ้น กฎหมายท่ีดีต ้องทันต่อเหตุการณ์ หรือเป็นกฎหมายท่ีคาดการณ์ข ้างหน้าได ้

ความส าคัญของบรรทัดฐานต่อการจัดระเบียบทางสังคม คือ
1. เป็นแนวทางพฤติกรรมของมนุษย์ท่ีทุกคนมีความเข้าใจร่วมกัน ท าให้มีการประพฤติปฏิบัติใน
แนวเดียวกัน
2. มีไว้ควบคุมสมาชิกในสังคมให้อยู่ในกรอบของสังคม ไม่เป็นอันตรายต่อสังคม เพราะมนุษย์
นั้นสามารถท าทั้งส่ิงท่ีดีงามและช่ัวร ้าย
2. สถานภาพ (Status) เป็นต าแหน่งหรือฐานะท่ีได้จากการเป็นสมาชิกของกลุ่มสังคม สถานภาพ
จะก าหนดสิทธิและหน้าท่ีของบุคคลท่ีมีต่อผู ้อ่ืน เพ่ือให ้การติดต่อสัมพันธ์กันทางสังคมมีระเบียบแบบแผนและ
บุคคลเดียวอาจมีหลายสถานภาพได ้

สถานภาพมีลักษณะส าคัญ ดังน้ี

1. เป็นส่ิงเฉพาะบุคคล ท าให้บุคคลนั้นแตกต่างไปจากผู้อ่ืน เช่น สุชาติเป็นครู นารีเป็นนักเรียน สมภพ
เป็นแพทย์ เป็นต ้น
2. บุคคลหน่ึงอาจมีหลายสถานภาพ เช่น สุชาติมีสถานภาพเป็นครู เป็นพ่อและเป็นข้าราชการ
เป็นต ้น
3. เป็นสิทธิและหน้าท่ีทั้งหมดท่ีบุคคลมีอยู่ในการติดต่อเก่ียวข้องกับผู้อ่ืนและสังคมส่วนรวม
4. เป็นตัวก าหนดว่าบุคคลนั้นมีหน้าท่ีและความรับผิดชอบอย่างไรในสังคม ท าให้ต่างคนต่างรู้สิทธิ
และหน้าท่ีของตน
ประเภทของสถานภาพ ในทางสังคมศาสตร์จ าแนกสถานภาพออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. สถานภาพท่ีติดตัวมาโดยสังคมเป็นผู้ก าหนด ได้แก่ สถานภาพทางญาติกัน ทางเพศ อายุ
ทางเช้ือชาติ และถ่ินก าเนิด เช่น เด็กชาย เด็กหญิง วงศ์ตระกูล ลูกหลาน น้องสาว ฯลฯ

2. สถานภาพท่ีได้มาโดยความสามารถ หรือเพ่ิมเติมจากสถานภาพเดิม ได้แก่ สถานภาพจากการศึกษา
การประกอบอาชีพ จากบิดามารดา หรือจากการสมรส เช่น เป็นพ่ี นักเรียน นักกีฬา นักร ้อง ทหาร ครู นักธุรกิจ
นายกรัฐมนตรี ฯลฯ

3. บทบาท (Roles) หมายถึง การปฏิบัติตามหน้าท่ีและสิทธิของตนตามสถานภาพในสังคม เช่น
สถานภาพเป็นนักเรียนก็จะต ้องมีบทบาทเรียนหนังสือ ขยันหม่ันเพียร เป็นคนดี เช่ือฟังค าส่ังสอนของครู เป็นต ้น


3

บทบาทขัดกัน (Roles Conflicts) หมายถึง การท่ีคนคนหน่ึงมีบทบาทหลายอย่างในเวลาเดียวกันและขัด
กันเอง ท าให ้ยากต่อการปฏิบัติตามบทบาทใดบทบาทหน่ึง เช่น เป็นต ารวจท่ีจะต ้องจับกุมลูกหลานของตนซ่ึงเป็นโจร
เป็นต ้น

ข ้อสังเกตท่ีเก่ียวกับบทบาท มีดังน้ี
1. หากสมาชิกแสดงบทบาทได้เหมาะสมกับสถานภาพ ก็ย่อมจะเกิดผลดีต่อตัวเอง
2. เม่ือบุคคลมีอายุมากข้ึนย่อมมีบทบาทมากข้ึนตามสถานภาพ
3. ถ้าสมาชิกทุกคนแสดงบทบาทได้เหมาะสม สังคมโดยส่วนรวมย่อมเกิดความเป็นระเบียบเรียบ
ร ้อย
4. ในกรณีท่ีบุคคลมีหลายสถานภาพในเวลาเดียวกัน อาจท าให้เกิดบทบาทขัดแย้ง(Conflict Role)
ข้ึนได ้
ประโยชน์ของสถานภาพและบทบาท มีดังน้ีคือ
1. ท าให้บุคคลรู้จักฐานะของตนเองในสังคม
2. ท าให้เกิดการแบ่งหน้าท่ีกันในกลุ่มสมาชิก
3. ท าให้บุคคลมีความรับผิดชอบในหน้าท่ีของตน
4. ช่วยให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อย
สถานภาพและบทบาทเป็นส่ิงท่ีมีความสัมพันธ์กัน สถานภาพเป็นตัวก าหนดบุคคลให ้รู ้จักหน้าท่ีและความ
รับผิดชอบ บทบาทเป็นตัวก าหนดพฤติกรรมและคาดหมายให ้บุคคลกระท า เช่น สถานภาพนักเรียนบทบาทใน
สังคมก็คือ เคารพเช่ือฟัง และปฏิบัติตามค าส่ังสอนอบรมของครู เป็นต ้น
4. สิทธิและเสรีภาพ
สิทธิ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง อ านาจอันชอบธรรม
ในกฎหมายรัฐธรรมนูญได ้ก าหนดถึงสิทธิหน้าท่ีของบุคคลไว ้ ซ่ึงสิทธิน้ีเป็นการควบคุมด ้วยกฎหมายเพ่ือ
มิให ้บุคคลละเมิดสิทธิของผู ้อ่ืน สิทธิยังแยกคนเป็นหน่วย ๆ เช่น ผู ้ผลิต ผู ้บริโภค แล ้วสร ้างขอบเขตให ้ทุกคนอยู่
แยกทางกัน เม่ือไม่มาเก่ียวข ้องกันในเรื่องท่ีก าหนดไว ้ก็ไม่มีปัญหาวิวาทกัน

แนวคิดเร่ืองสิทธิน้ีต ้องพึงระวังเพราะถ ้าบุคคลก าหนดความคิดเร่ืองสิทธิผิดจะกลายเป็นการค านึงถึงตัว
เองเป็นท่ีตั้งมุ่งเอาประโยชน์ของตนมากกว่าจะคิดให ้ประโยชน์ใคร จะเห็นการได ้เปรียบเป็นเร่ืองดี เป็นการเพาะ
นิสัยหวาดระแวงว่าผู ้อ่ืนจะมาละเมิดสิทธิของตน

เสรีภาพ ความมีอิสระภายใต ้กฎหมายท่ีก าหนด ความมีเสรีภาพเป็นการก าหนดถึงบทบาทหน้าท่ีของ
บุคคลเพ่ือกระท าตามสิทธิของตน เช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนา เป็นต ้น ความมีเสรีภาพจะต ้องไม่ท าให ้บุคคล
อ่ืนเดือดร ้อน
5. การควบคุมทางสังคม (Social control)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให ้ความหมายการควบคุมทางสังคมว่า หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ
ทางสังคมท่ีมุ่งหมายให ้สมาชิกของสังคมยอมรับ และปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม ความเป็นระเบียบของสังคม
นอกจากเกิดข้ึนจากบรรทัดฐานทางสังคม สถานภาพทางสังคมและบทบาททางสังคม ยังเกิดข้ึนโดยการท่ีสังคมใช ้
วิธีการต่าง ๆ เพ่ือควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมให ้ประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ท่ีสมาชิกยอมรับร่วมกัน


4
1. การควบคุมทางสังคมโดยการจูงใจให้สมาชิกปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม ได้แก่ การยกย่องชม
เชย ให ้รางวัลแก่ผู ้ท่ีปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคมตามสถานภาพและบทบาททางสังคมท่ีตนด ารงอยู่ เช่น เด็ก ๆ
ท่ีปฏิบัติตามค าส่ังสอนของบิดามารดา จะได ้รับค าชมเชยว่าเป็นเด็กดี นักเรียนท่ีประพฤติตามระเบียบวินัยของ
โรงเรียน จะได ้รับค าชมเชยหรือใบประกาศเกียรติคุณท าให ้สมาชิกเกิดก าลังใจท่ีจะปฏิบัติตนตามบรรทัดฐานทาง
สังคม
2. การควบคุมทางสังคมโดยการลงโทษสมาชิกที่ละเมิดฝ่าฝืนบรรทัดฐานทางสังคม ได้แก่
2.1 ผู้ท่ีละเมิดฝ่าฝืนวิถีชาวบ้าน จะได้รับปฏิกิริยาต่าง ๆ จากสมาชิกผู้อ่ืน ได้แก่ การติฉินนินทา การ
เยาะเย ้ย เช่น ผู ้ท่ีแต่งกายผิดบรรทัดฐานทางสังคม จะได ้รับการว่ากล่าวจากผู ้อ่ืนว่าเป็นผู ้แต่งกายไม่สุภาพ ผู ้ท่ีไม่
ปฏิบัติตามมารยาทของสังคมจะได ้รับการติฉินนินทาจากผู ้อ่ืนว่า เป็นผู ้ไม่มีมารยาท เป็นต ้น
2.2 ผู้ท่ีละเมิดฝ่าฝืนจารีต จะได้รับการต่อต้านจากสมาชิกผู้อ่ืนรุนแรงกว่าผู้ท่ีละเมิดวิถีชาวบ้าน เช่น
โดยการประชาทัณฑ์หรือก าจัดขับไล่ออกไปจากท ้องถ่ิน บางครั้งอาจถือว่าเป็นความรุนแรงมากกว่าการลงโทษด ้วย
กฎหมาย เน่ืองจากจารีตผลต่อจิตใจของสมาชิกเป็นอย่างมาก เพราะได ้รับการอบรมส่ังสอนมาเป็นเวลาช ้านาน
2.3 ผู้ท่ีฝ่าฝืนกฎหมาย จะได้รับการลงโทษตามท่ีกฎหมายก าหนด โดยหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าท่ี
เป็นผู ้ควบคุมบทลงโทษอย่างชัดแจ ้ง
6. กระบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) หมายถึง กระบวนการปลูกฝังบรรทัดฐานของกลุ
ให ้เกิดข้ึนในตัวบุคคล ซ่ึงเป็นสมาชิกของสังคม เพ่ือให ้สามารถอยู่ร่วมกับผู ้อ่ืนในสังคมได ้ด ้วยดี ฉะนั้นการขัดเกลา
ทางสังคมจึงเป็นวิธีการถ่ายทอดวัฒนธรรม

ขั้นตอนในการขัดเกลาทางสังคมหรือการอบรมส่ังสอน
1. ขั้นปฐมภูมิ เป็นการอบรมขัดเกลาท่ีได้รับในวัยเด็กนับตั้งแต่คลอดออกมา โดยได้จากครอบครัว
โรงเรียน เพ่ือน ท าให ้เกิดบุคลิกภาพเป็นของตนเองโดยเฉพาะ
2. ขั้นทุติยภูมิ เป็นการอบรมขัดเกลาท่ีได้รับในช่วงประกอบอาชีพ เพ่ือเปล่ียนแปลงบุคลิกภาพของ
ตน เช่น เป็นครู เป็นแพทย์ เป็นนักธุรกิจ

รูปแบบการอบรม
1. โดยตรง (Direct Socialization) พบเห็นในหมู่ครอบครัว โรงเรียน และวัด เป็นการเรียนรู้
อย่างแจ่มแจ ้ง
2. โดยอ้อม (Indirect Socialization) เป็นการลอกเลียนแบบมาปฏิบัติ เช่น พ่อแม่ชอบใช้ค าหยาบ
ลูกก็จะพูดค าหยาบด ้วย

พ้ืนฐานของกระบวนการขัดเกลาทางสังคม มาจาก
1. มนุษย์ต้องพ่ึงพาผู้อ่ืนในวัยเด็ก ท าให้เกิดความผูกพันรักใคร่พอใจจะขัดเกลาให้
2. มนุษย์มีการติดต่อระหว่างกันทางสังคม จ าต้องได้รับการขัดเกลาและอบรมส่ังสอนมาก่อน
3. มนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้ จึงท าให้การขัดเกลาได้ผลตามท่ีสังคมคาดหวัง
4. การท่ีมนุษย์สามารถสร้างภาษาข้ึนใช้ ท าให้มนุษย์สามารถใช้เป็นส่ือในการขัดเกลา อบรมส่ังสอน
เข ้าใจตรงกัน



5

ความมุ่งหมายของกระบวนการขัดเกลาทางสังคม
1. เป็นการปลูกฝังระเบียบวินัยแก่สมาชิกในสังคม
2. เป็นการปลูกฝังความมุ่งหวังท่ีสังคมยกย่อง
3. สอนสมาชิกในสังคมให้รู้จักบทบาทและหน้าท่ีของตนตามกาลเทศะและความเหมาะสม
4. สอนให้สมาชิกในสังคมเกิดความช านาญหรือทักษะท่ีจะร่วมกิจกรรมกับผู้อ่ืนในสังคม
เคร่ืองมือท่ีใช ้ในการอบตมส่ังสอนหรือขัดเกลาทางสังคม ได้แก่
1. บรรทัดฐาน (Norms)
2. ค่านิยม (Values)
3. ความเช่ือ (Beliefs)
ท่ีมา
1. วัชรา คลายนาทรและคณะ,ส401 สังคมศึกษา ส านักพิมพ์วัฒนาพานิช(2533)
2. วิทย์ วิศทเวทย์และคณะ,หนังสือเรียนสังคมศึกษารายวิชา ส401 ส านักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์(2533)
3. สุพัตรา สุภาพและคณะ,หนังสือเรียนสังคมศึกษา ส401 ส านักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช(2533)























6
ใบงานท่ี 1
เร่ือง การจัดระเบียบทางสังคม
ช่ือ……………………………………………………………ชั้น……………………….เลขที่…………
1)
การจัดระเบียบทางสังคมเป็นส่วนหน่ึงของ
บอกหน่อยได ้ไหม?
โครงสร ้างทางสังคมใช่หรือไม่……………….

2) กระบวนการจัดระเบียบทางสังคม 3) สาเ&#